...ความทรงจำ...
posted on 27 May 2009 13:17 by schatz-cheezeเมื่อคืนนั่งเปิดดูรูปเก่าๆ...สมัยม.ต้น ไล่ๆ ดูรายชื่อเพื่อนหลายๆ คนในเฟรนชิพ อยู่ๆ รูปๆ นึงมันก็ร่วงลงมาบนตักตัวเองตอนแรกก้องงๆ "เฮ้ย...เราไม่ได้เอารูปคนไหนติดอีกหรือวะเนี่ย"พอหยิบขึ้นมาดู...น้ำตาซึม ก็รูปใบนั้น มันเป็นรูปของเพื่อนคนหนึ่งที่รักมากที่สุด ...มากที่สุดในชีวิตเลยก้อว่าได้...
ย้อนกลับไปเมื่อสมัยตอนเดกๆ วัยเยาว์ "ตฤณ" เพื่อนผู้ชายคนแรก...และเป็นเพื่อนคนแรกในชีวิตเลยก้อว่าได้มันเป็นเพื่อนที่กอดคอกันมาตั้งแต่เดกๆ อยู่บ้านใกล้ๆ กัน...อยู่รร อนุบาลเดียวกัน ไปไหนมาไหน ใครก็เรียกว่า "ปาท่องโก๋"เพราะตัวติดกันตลอด...ขนาดตอนเดกๆ เข้าห้องน้ำในห้าง มันยังเข้าห้องเดวกันกับเรา จนกระทั่ง~ ประถม...ก็ยังสนิท และก็รักมันมาก แทบเรียกได้ว่า...เป็นผู้ชายคนแรกที่ไม่ใช่ญาติ แต่กอดกันได้อย่างสนิทใจ
พอขึ้นม.ต้น ตฤณก็ไปเรียนนานาชาติ ส่วนเราก็เรียนได้แค่รร รัฐบาลเล็กๆ (ก็ไม่ได้มีตังเหมือนมันนี่หว่า) ในสายตาของคนอื่นรอบๆ หมู่บ้าน ใครๆ ก็หาว่ามันหยิ่ง เพราะมันไม่ค่อยสุงสิงกับบ้านอื่น ไม่ค่อยยุ่งกับใคร แต่สำหรับเรา มันไม่เคยหยิ่งกับเราเลย ทุกๆ อาทิตย์ตฤณกับเราต้องไปดูหนังด้วยกันอาทิตย์ละเรื่อง... ต้องไปกินสเวนเซ่นทุกๆ วันศุกร์หลังเลิกเรียน (ถึงอยู่คนละโรงเรียนก็นัดเจอกันที่ห้าง) แถมยังต้องไปตีแบดกับมันทุกๆ วันจันทร์กับพฤหัสฯ (จนตอนนี้แบดกลายเป็นกีฬาที่เรารักมากที่สุดเลยก็ว่าได้) ส่วนวันอื่นๆ ต่างคนต่างเรียนพิเศษ วันสำคัญๆ อย่างวันเกิดเรา วันเกิดตฤณ วันวาเลนไทน์ (ตฤณนับถือคริสต์) ตฤณจะไม่เคยลืมเลยซักครั้ง กิจวัตรประจำวันเราสองคนจะเป็นแบบนี้มาเรื่อยๆ จนบางครั้งพ่อแม่ของตฤณยังแซวเราสองคนบ่อยๆ ว่าโตขึ้นจะจับไปอยู่โรงเรียนเดียวกัน มหาลัยเดียวกัน บ้านเดียวกัน
อาจเป็นเพราะรู้นิสัยใจคอกันมาตั้งแต่เดก...รวมถึงความผูกพันที่เรามีให้มันและครอบครัวของมันเสียมากมาย เลยทำให้เรารักตฤณมันโดยไม่รู้ตัว เรากลายเป็นหนึ่งในอีกไม่รู้กี่สิบคนที่แอบชอบมัน...แต่ก็ไม่เคยบอกมัน (ใครจะกล้าบอกวะ...เพื่อนกันมาเปงสิบๆ ปี เสียเพื่อนก้อแย่ดิ่) ได้แต่เก็บไว้ในใจ...และคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ (สาวๆ ในรร มันน่ารักทั้งนั้น มันยังไม่เคยมองเลย)
...จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปเป็นปีๆ...เราไปมีแฟน...ตฤณมันก็ยังเป็นคนๆ เดิม ที่อยู่ข้างเรา ไม่ว่าเราจะสุข ทุกข์ มีเรื่องอะไรร้ายดีเข้ามาในชีวิต ....ตฤณไม่เคยไม่รับฟังเรา... ตฤณ บอกเราเสมอว่า "ถึงตฤณช่วยไรเนยไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยตฤณก็อยากเห็นเพื่อนตฤณยิ้มได้" เวลามันพูดคำนี้ทีไร...มันจะน้ำตาคลอๆ + จับผมเราขยี้ๆ เหมือนกับตัวอะไรซักอย่าง ลึกๆ เราก็เคยคิดไปเองข้างเดียวว่า...ตฤณมันคงแอบรักเรามั้ง มันถึงไม่ยอมมีแฟนกับเขาซักที แต่ใครล่ะจะกล้าถามมันไปตรงๆ แบบนั้น
หลังจากที่เราคบกับแฟนได้ซักสามเดือนประมาณนั้น ตฤณเริ่มพยายามตีตัวออกห่างไป...ทั้งๆ ที่เราไม่เคยคิดว่าตฤณมันเป็นส่วนเกินในชีวิตเราเลยสักครั้ง มันพูดทำนองว่า มันจะไม่สอบเข้าเตรียมฯ แล้วนะ (ทั้งๆ ที่มันเป็นคนชวนเราตั้งแต่เรายังไม่รู้จักเลยว่าเตรียมฯ คืออะไร) มิหนำซ้ำยังพูดเหมือนว่าจะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น
ช่วงนั้น...มันทำให้เรารู้สึกแย่มากๆ เพราะเราไม่เคยสนิทกับครอบครัวไหนเท่าบ้านมัน ไม่เคยไปเท่วกับครอบครัวไหนเหมือนครอบครัวมัน ในความรู้สึกแย่ๆ ที่เกิดขึ้น เราก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมตฤณถึงเปลี่ยนไป...พยายามหนีหน้าเรา (ถึงเราจะหน้าด้านไปหามันทุกๆ วันที่บ้าน) บางครั้งนัดดูหนังกันก็ผิดนัด~ ปล่อยให้เรารอเก้อ...อยู่หน้าโรงหนังตั้งแต่เช้าจนเย็น กินสเวนเซ่นน้อยลง และที่เราสังเกตจากมันทุกครั้งที่เจอหน้ากัน มันจะน้ำตาคลอๆ ตลอด ถามมันทีไรมันก็บอกว่า "เปล่าไม่มีอะไร...คิดมากน่า"
และมันเป็นสัจธรรม...ความลับไม่เคยมีในโลก เราก็ได้รู้ความจริงจากปากแม่ของตฤณ ว่ามีบางสิ่งที่ตฤณเปลี่ยนไปจากเดิม วันนั้นเราไปหาตฤณที่บ้าน แต่ตฤณไม่อยู่ เพราะไปทำเรื่องเกี่ยวกับการรักษา (เรามารู้ทีหลัง) เราได้เจอแต่แม่ตฤณ (ปกติครอบครัวนี้จะไปไหนมาไหนพร้อมหน้าพร้อมตากันตลอด) แม่ตฤณพูดกับเราทั้งน้ำตาว่า ตฤณเป็น "มะเร็งเม็ดเลือดขาว" และที่แม่อยู่บ้านเพราะไม่กล้าไปรับฟังความจริงที่มันกำลังจะเกิดขึ้น ตฤณเคยขอแม่ไว้ว่าไม่อยากบอกให้เรารู้ เพราะมันรู้ดีว่าถ้าเกิดเรารู้เราจะเสียใจมากแค่ไหน แม่ตฤณขอร้องให้เราอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกตฤณและกำชับให้เราอย่าไปพบตฤณอีก... เพราะแม่จะส่งตฤณไปรักษาตัวที่เมืองนอก ตฤณอาจจะทำใจไม่ได้หากยังเจอเราอยู่
วันนั้นเรากลับมาร้องไห้ ร้องๆๆๆมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดมาได้เลยมั้ง ร้องจนเผลอหลับไปเมื่อไรก็ไม่รู้ พอตื่นมาก็ร้องๆๆๆ จนที่บ้านคิดว่าเราบ้า...(ก็เราเล่นร้องไห้ไม่ยอมกินข้าวกินปลาเลย) ตฤณพูดถูก...เราเสียใจมาก เรารับความจริงไม่ได้ว่าหนึ่งในคนที่เรารักมากที่สุดในชีวิตจะต้องหายไปจากชีวิตเรา ตั้งแต่นั้นมา...เราไม่เคยไปเหยียบบ้านตฤณอีกเลย (เรามารู้ทีหลังว่า ตฤณเสียใจมากที่เราไม่ยอมไปหามันเลย)
หลังจากนั้นผ่านไปประมาณ 1 เดือน อาการตฤณเริ่มทรุดลง ตฤณไปนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แม่ตฤณโทรมาหาเราที่บ้านแม่เล่าให้เราฟังว่า หมอบอกว่าตฤณจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 1 เดือน และโรคนี้ไม่มีทางรักษาหาย... ในเวลานั้นทุกๆ คนอยากให้ตฤณมีความสุขมากที่สุด และมีเพียงสองสิ่งที่ตฤณขอจากแม่คือ...กีต้าร์และเรา...
เราไปเยี่ยมตฤณทุกๆ วันหลังเลิกเรียน เสาร์อาทิตย์ก็จะขลุกอยู่กับตฤณไม่ไปไหนเลย เราลืมทุกอย่าง~แม้กระทั่งความเหน็ดเหนื่อย เราดูแลมันทุกวัน จนลืมแฟนที่เราคบอยู่ เราหวังเพียงว่า กำลังใจจากเราจะทำให้ตฤณมีชีวิตอยู่กับเราได้มากขึ้นกว่าเดิม
ถึงตฤณจะป่วย สายน้ำเกลือระโยระยาง ตฤณก็ยังดีดกีต้าร์ร้องเพลงให้เราฟังเสมอ และเพลงสุดท้ายที่เราได้ยินจากตฤณคือ "ตั้งแต่วันนั้น" ของละมุน ตฤณบอกว่ามันเป็นเพลงที่ตฤณแกะโน้ตด้วยตัวเองตั้งแต่เข้ามาอยู่โรงพยาบาล แล้วก็อยากให้เราฟังมากๆ ด้วย ถึงมันจะเพี้ยนๆ ทำนองบ้าง...แต่เราว่ามันวิเศษสำหรับเรามาก เพราะเราได้เห็นตฤณมีความสุขกับสิ่งที่ตฤณทำ
เวลาเริ่มเหลือน้อยลงๆ ทุกที ครั้งนี้เรียกว่าเป็นครั้งแรกเลยมั้ง ที่ตฤณขอให้เราอยู่กับตฤณในวันวาเลนไทน์...ตฤณไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเรา... แต่เราก็ไม่ได้ตอบตกลงอะไรไป เพราะ...แฟนที่คบอยู่ก็อยากให้เราอยู่กับเขาในวันวาเลนไทน์เช่นเดียวกัน
จนกระทั่งคืนของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ แม่ของตฤณโทรเข้าเบอร์มือถือ บอกว่า...ตอนนี้ตฤณกำลังเข้าห้องไอซียู เดี๋ยวแม่ตฤณจะขับรถมารับเราที่บ้าน เรารู้แบบนั้นก็รีบเตรียมตัวและรอแม่ตฤณมารับ
สิ่งที่เราทำได้ตอนนั้น...เราได้แต่ยืนอยู่นอกห้องไอซียู อย่างไม่รู้อะไรเลย เดินวนไปวนมา ร้องไห้อย่างเงียบๆ ไม่ต่างอะไรจากพ่อแม่ของตฤณที่ตอนนี้นั่งสะอึกสะอื้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...ภาพแห่งความรอยยิ้มระหว่างครอบครัวมันหายไปหมด...เราอธิษฐานทุกอย่างเท่าที่เป็นไปได้ ลงไปชั้นล่างออกไปบนหน้าโรงพยาบาลให้ตฤณหาย... ถ้าตฤณออกจากห้องไอซียูได้...เราจะบอกทุกๆ อย่าง ความในใจที่เรามีกับตฤณ
แต่โชคชะตามันก็คือโชคชะตา...เราขึ้นมาที่หน้าห้องไอซียู แต่กลับไม่เห็นใคร...ไม่มีเลย...แต่เราได้ยินเสียงแม่ตฤณร้องไห้เหมือนใจจะขาดจากข้างในห้องไอซียู...เรารู้ทันทีเลยว่า ตฤณได้จากเราไปอย่างสงบแล้ว...
"ตฤณนายจะรู้มั้ย...ว่าเพื่อนคนนี้คิดถึงนายมาก...มากที่สุด นายคือเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตเรา ไม่ว่านายจะไปอยู่ที่ไหนก็ตามตอนนี้ เราขอให้นายมีความสุข และสักวันเราคงได้พบกัน...สักวัน"
.....ตั้งแต่วันนั้น.....
"นั่งดูหนังสือก็หวั่นไหว ไม่รู้มันเป็นอะไร เดี๋ยวเดี๋ยวก็มีหน้าเธอ ล่องลอยเข้ามา ฟังเพลงหรือดูทีวี ดูภาพพวกดาราข้างในแววตาก็เป็นภาพเธอ ออกไปดูหนังก็ยังเผลอ ก็คิดว่าไปด้วยกัน เผลอๆบางทีก็หัน เหลียวมองหาเธอ เดินดูข้าวของก็นึก ว่าคนข้างๆคือเธอ หลับยังละเมอทุกคืน *อยากให้พรุ่งนี้ยังมีเธอ เหมือนครั้งวันวาน ทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีอีกแล้ว **ตั้งแต่วันนั้นที่ฝนสร่างฟ้า ตั้งแต่วันที่เธอจากไป ไม่มีวันไหนที่ฉันไม่คิดถึงเธอ ยิ่งค่ำคืนไหนได้แหงนมองฟ้า ฝากดวงดาวเป็นพันล้านไปถึงเธอ ฝากบอกให้เธอได้รู้ ว่าคิดถึงเธอจริงๆ ข่าวในหนังสือก็ติดตาม อ่านซ้ำมันทุกเรื่องไป ไม่ใช่อะไรเผื่อมี เรื่องราวของเธอ เดินไปทุกมุมทุกที่ ที่ๆเคยมีเธอ เผื่อจะพบเจอซักวัน"